หน้าแรก
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสาร
สินค้า
บริการ
แกลลอรี
เว็บลงค์
เว็บบอร์ด
ติดต่อเรา

บริการ

 รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
 คลิป บรรยายของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 คลิปเสียงและภาพ เรื่องการ " พูดต่อหน้าที่ชุมชน "ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 คลิป ภาพและเสียง การบริการ โดย..ดร.สุทธิ่ชัย ปัญญโรจน์
 คลิป ภาพและเสียง สำหรับคนทำงาน โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 คลิป ภาพและเสียง สำหรับผู้บริหาร โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 คลิป เสียงและภาพ " เกี่ยวกับการขาย "
 คลิป ดำเนินรายการต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 คลิป แนะนำหนังสือ โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
  -  จูงใจคน
  -  ประวัติของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
  -  พูดดี ต้องประเมิน
  -  ผู้นำพูด
  -  เทคนิคในการพูด
  -  IMC ของไทยรักไทย
  -  อาชีพ ผู้นำ องค์กร
  -  เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
  -  นักบริหารกับความสำเร็จ
  -  นักเขียน
  -  เหล้ากับเด็ก
  -  เด็กขายตัว
  -  สู่ผู้นำ
  -  อาหารปลอดภัย
  -  ทำไมคนดีๆ จึงลาออก
  -  อารมณ์ขันกับนักพูด
  -  การพูดหน้าชุมชน
  -  เลิกเหล้าเข้าพรรษา
  -  ฝึกพูด
  -  การมีมนุษย์สัมพันธ์
  -  ยาเสพติดประเทศไทย
  -  เหล้า เบียร์ วัยรุ่น
  -  องค์กรกับผู้บริหาร
  -  ศิลปะในการบริหาร
  -  คนตกงานกับปัญหาสัึงคม
  -  สื่อลามกกับวัยรุ่น
  -  คนคือทรัพย์สิน
  -  เหล้ากับเทศกาลสงกรานต์
  -  การเผาป่า
  -  ผู้บริหารกับการตลาด
  -  มาเขียนกันเถอะ
  -  ผู้นำกับองค์กรเรียนรู้
  -  ศิลปะการฟัง
  -  เพศกับวัยรุ่น
  -  ทีม
  -  เตรียมพูด
  -  คำคม 3 ก๊ก
  -  ปัญหาเลิกจ้างงาน
  -  กล้าล้มเหลวจึงสำเร็จ
  -  ทัศนคติกับการขาย
  -  เป้าหมายกับความสำเร็จ
  -  บทบาทนักบริหาร
  -  เอดส์ สังคมไทย
  -  เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด
  -  ธรรมชาติการขาย
  -  ผู้บริหารกับประชาสัมพันธ์
  -  หัวใจงานบริหาร
  -  ลิขสิทธิ์
  -  กิ๊ก
  -  เมืองไทยเมืองเซ็กส์
  -  จริยธรรมของไทย
  -  แฟชั่น นักศึกษา
  -  ควบคุมราคาสินค้า
  -  ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  -  ปัจจัยในการบริหาร
  -  การเปลี่ยนแปลงกับการบริหาร
  -  น้ำมันลอยติดลมบน
  -  ปัญหาเยาวชน
  -  อดทนเพื่อชนะ
  -  วาจาของนักบริหาร
  -  พจนานุกรมวัยรุ่น
  -  น้ำมันยังเป็นปัญหาใหญ่
  -  โลกร้อน
  -  สื่ออนาคต
  -  พ่อแม่
  -  บุหรี่
  -  ยาเสพติด
  -  สายสัมพันธ์กับนักบริหาร
  -  เลิกเหล้า เลิกจน
  -  ขยะเป็นทอง
  -  ผู้นำ
  -  สนุกกับงาน
  -  คิด พูด ทำ ความสำเร็จ
  -  หมวก 6 ใบ
  -  พ่อแม่ รังแกฉัน
  -  หลักการเขียนบทความ
  -  กฏหมายควบคุมร้านเหล้ารอบสถานศึกษา
  -  เด็กนอกระบบ
  -  สภาประชาชน สภาผู้บริโภค
  -  ความคิดสร้างสรรค์
  -  U R A BRAND !(คุณ คือ แบรนด์)
  -  มึงสู้จริงหรือเปล่า
  -  การเตรียมความพร้อมของบุคลากรสาธารณสุข
  -  นักพูดที่ดีต้องรู้จักวิเคราะห์ภาษากายของผู้ฟัง
  -  จริยธรรม คุณธรรม ความรับผิดชอบ
  -  การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
 บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเสริมสร้างกำลังใจของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 สุนทรพจน์ของนักการเมือง
 บทความเกี่ยวกับการขายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับกฏหมายของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 บทความเกี่ยวกับการเขียนของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
 นักพูดทางการเมือง
 หนังสือ การพูด
 บทความต่างๆ ของนักพูด
 ประวัตินักขาย
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการขาย
 วาทะของคนดัง
 ประวัติ ทนายความ
 ประวัติอาจารย์นักพูด
 คลิปเสียงภาพ เกี่ยวกับกฏหมาย
 บุคลิกภาพสู่ความสำเร็จ
 Mind Map แผนที่ความคิด(หนังสือทางด้านการพูด)
 ผู้บริหาร
 การบริการด้วยหัวใจ
 วิธีการสู่ความสำเร็จ
 แนะนำหนังสือการเขียน
 ประวัตินักเขียน
 คลิปนักพูด
 แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์
 คลิป นักพูดต่างประเทศ
 คลิป ประกอบการบรรยาย
 คลิปเสียงของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์ เกี่ยวกับการพูด เช่น นักพูดชั้นนำทำกันอย่างไร , วิธีการปรับปรุงน้ำเสียง ,จะพูดให้ได้ดีต้องมีการเตรียมตัว,นักพูดที่ดีต้องมีการศึกษาและองค์ประกอบของนักพูดที่ดี
 คลิป ครูเคท บรรยาย
 คลิป หมู่บ้านพลัม
 สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
 สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
 พูดอย่างมีกึ๋น
 หนังสือ การทำงานเป็นทีม
 แนะนำหนังสือ เกี่ยวกับการทำงาน
 ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
 รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล
 คำคม
 สมชาย หนองฮี
 ดร.ผาณิต กันตามระ
 อ.อุสมาน ลูกหยี
 อาจารย์จตุพล ชมภูนิช
 รัชเขต วีสเพ็ญ
 วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
 รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ
 อาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณ
 อาจารย์พนม ปีย์เจริญ
 หมอพงษ์ศักดิ์ ตั้งคณา
 อาจารย์วิชัย ปีติเจริญธรรม
 ดร.สุรวงศ์ วัฒนกูล
 รศ.วิกรณ์ รักษ์ปวงชน
 กนกศักดิ์ ลิขิตไพรวัลย์
 อาจารย์ถาวร โชติชื่น
 อาจารย์สุกิจ ศุภกิจเจริญ
 สิริลักษณ์ ตันศิริ
 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
 ศุภกิจ รุ่งโรจน์
 ประดิษฐ์ กิตติฤดีกุล
 โต้วาที
 คะเณยะ อ่อนนาง
 ภก. ดร. ประชาสรรค์ แสนภักดี
 ดร.โอภาส กิจกำแหง
 ประมวลสุนทรพจน์ ทักษิณ ชินวัตร
 ดร.อภิชาติ ดำดี
 อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
 การตลาด
 ทอล์คโชว์
 รวมคลิป ที่เกี่ยวกับการพูดต่อหน้าที่ชุมชน
 คลิป เรื่องการบริหาร
 คลิป บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ
 เพลง ที่ให้กำลังใจ
 คลิป ดำเนินชีวิตอย่างไรให้มีความสุข
 คลิป แรงบันดาลใจ
 คลิป สนุกๆ สร้างสรรค์
 การทำงานอย่างมีความสุข
 การจัดการองค์ความรู้ KM
 สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย

กลุ่มสินค้า

 หลักสูตร พลังแห่งการพูด
 หลักสูตร พลังแห่งการบริการ
 หลักสูตร การทำงานเป็นทีมและการบริหาร
 หลักสูตร พลังแห่งการสื่อสาร
 ผลงานหนังสือ
 หลักสูตร พลังแห่งการขายและการตลาด
 หลักสูตร การทำงานด้วยหัวใจ
 อาเซียน
 หลักสูตรอื่น
 หลักสูตร การคิด
 มอบหนังสือ เพื่อการกุศล
Custom Search
สถาบัน Cap vision
หนังสือพิมพ์บ้านเมือง
หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ
 
 
  บริการ
รับงานบรรยายในหัวข้อต่างๆ
คลิป บรรยายของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คลิปเสียงและภาพ เรื่องการ
คลิป ภาพและเสียง การบริการ โดย..ดร.สุทธิ่ชัย ปัญญโรจน์
คลิป ภาพและเสียง สำหรับคนทำงาน โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คลิป ภาพและเสียง สำหรับผู้บริหาร โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คลิป เสียงและภาพ
คลิป ดำเนินรายการต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
คลิป แนะนำหนังสือ โดย ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความต่างๆ  ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการพูดของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
บทความเกี่ยวกับการบริหารของดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
หนังสือ การพูด
สุนทรพจน์ JFK เคเนดี้
สุนทรพจน์ของลินคอล์นที่เก็ตตีสเบอร์ก
พูดอย่างมีกึ๋น
ท่านสามารถ ดาวน์โหลด ไหล์ PDF แนะนำหนังสือเกี่ยวกับการพูดได้
สมชาย หนองฮี
อ.พิษณุ สกุลโรมวิลาศ
สมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
   บริการ : บทความต่างๆ ของ ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
จูงใจคน
การจูงใจคนต้องรู้พื้นฐานแห่งจิตใจคน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


การที่จะทำงานร่วมกับคน เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้เรื่องความต้องการ ความชอบ หรือความไม่ชอบของคนเรา แน่นอน คนเราทุกคนมีความต้องการ ความชอบที่แตกต่างกันทุกคน แต่มีบางอย่างที่คนเราชอบหรือไม่ชอบเหมือนกัน เป็นส่วนใหญ่ เช่น


1.คนเราไม่ชอบให้ใครตำหนิ โดยส่วนมากแล้วคนเราไม่ว่าชาย หญิง เด็ก วัยรุ่น คนทำงาน คนชรา โดยมากมักไม่ชอบให้ใครตำหนิ เพราะการตำหนิ หรือการพูดสิ่งที่ผิดพลาดบกพร่องของคนนั้นๆ ถึงแม้จะเป็นความจริงก็ตาม คนเราก็ไม่ชอบหรือมองไม่เห็น ตรงกันข้าม การมองข้อบกพร่องผิดพลาดของคนอื่นเรากับมองชัดเจน ดังนั้น ถ้าไม่มีความจำเป็นใดๆ เราไม่ควรตำหนิ ผู้อื่น แต่ถ้าท่านทำงาน ถ้าไม่ตำหนิ ก็อาจทำให้งานเสียหายได้ ถ้ามีความจำเป็นต้องตำหนิลูกน้อง เราควรเรียกมาตำหนิ เป็นรายบุคคลสองต่อสอง ไม่ควรตำหนิลูกน้องต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน หรือผู้อื่น


2.คนเราต้องการการยอมรับ ต้องการมีชื่อเสียงและ ต้องการเด่นดัง คนเราโดยมากต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะคนเราเป็นสัตว์สังคม ที่ต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันและกัน


การอยู่ร่วมกันและต้องการให้คนชอบเรา เราต้องไม่พูดขัดคอเขาหรือขัดขวางความเด่นดังของเขา แต่ตรงกันข้ามเราต้องช่วยสนับสนุนให้เขาเด่นต่อไปแล้วเขาก็จะชอบเราในที่สุด


3.คนเราชอบคนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสมากกว่าคนหน้าตาบึ้งตึง ดังนั้น เราต้องพยายามยิ้มแย้มแจ่มใส คนจึงกล้าเข้ามาหาเรา แต่ถ้าเราทำหน้าตาบึ้งตึง คนก็ไม่กล้าถามและไม่กล้าเข้าหา การยิ้มแย้มไม่เคยเป็นอันตรายต่อผู้ยิ้มตรงกันข้ามการยิ้มแย้มสามารถเอาชนะใจผู้อื่น และไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไร เวลาที่เรายิ้มแย้ม การยิ้มของเราจะแสดงความเป็นมิตร ความบริสุทธิ์ใจ ดังนั้นจงยิ้มเข้าไว้ ถึงแม้เราจะแต่งตัวใส่เสื้อผ้าราคาแพง แต่ถ้าเราขาดการยิ้มแย้มแจ่มใส ผู้คนมักจะไม่กล้าคบค้าสมาคมด้วย


4.คนเราชอบให้คนจำชื่อ การที่เราจะจูงใจคนหรือชนะใจคนได้ เราจำเป็นจะต้องจำชื่อของคนคนนั้นให้ได้ ไม่ใช่เรียกชื่อเขาผิดๆ ถูกๆ ดังนั้น เราต้องฝึกจำชื่อบุคคลให้แม่นยำด้วยและเมื่อเจอกันเราควรเข้าไปทักทายเขาก่อน


5.คนเราต้องการให้คนอื่นฟังตัวเองพูดมากกว่าที่จะตั้งใจฟังผู้อื่นพูด เราจะเห็นได้ว่า คนที่สนทนาเก่งๆ มักจะพูดน้อยกว่า แต่สามารถชนะใจอีกฝ่ายหนึ่งได้ เนื่องจาก ธรรมชาติของคน โดยมากมักชอบพูดมากกว่าชอบฟัง ดังนั้น ถ้าต้องการชนะใจอีกฝ่ายเราควรสนับสนุนให้เขาพูดโดยเราเป็นฝ่ายตั้งใจฟัง เขาก็จะชื่นชอบเรา


6.คนเราต้องการเห็นการสารภาพผิด เมื่อทำผิด แน่นอน เราต้องเกิดมาทุกคน ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิดพลาด แต่ถ้าเราทำผิด เราต้องขอโทษ การขอโทษหรือสารภาพผิดจะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นใจและให้ความช่วยเหลือ บางคนไม่กล้าขอโทษเนื่องจากกลัวเสียหน้า อย่าคิดอย่างนั้นครับ เพราะการที่คนทำงานย่อมต้องมีผิดพลาดอยู่บ้าง เพราะคนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยก็คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย


7.คนเราเมื่อเกิดความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง ก็มักจะพยามทุกอย่างเพื่อหาสิ่งนั้น ดังนั้นเมื่อรู้ว่าเขาต้องการอะไร เราก็ควรให้การสนับสนุน ไม่ควรไปขัดขวาง


ดังนั้น การที่คนเราจะจูงใจคนหรือชนะใจคนนั้น จึงต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง และข้อความข้างต้นนี้ เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้ท่านชนะใจคนหรือจูงใจคน เราควรฝึกฝน เรียนรู้ไป แก้ไขปรับปรุง ผมเชื่อแน่ว่าท่านสามารถจูงใจหรือชนะใจฝ่ายตรงกันข้ามของท่านได้ แม้กระทั้งศัตรู






...
  
ประวัติของอาจารย์จตุพล ชมภูนิช
อาจารย์จตุพล ชมภูนิช นักพูดชื่อดัง ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ร่วมเสวนา "บนเส้นทางสู่อาชีพนักพูด" แก่นักศึกษา บุคลากร และผู้สนใจ ซึ่งจัดโดยภาควิชาสื่อสารมวลชน ในโอกาสครบรอบ 38 ปีแห่งการสถาปนาคณะมนุษยศาสตร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2552 ณ ห้องประชุมพวงแสด คณะมนุษยศาสตร์

อาจารยจตุพล ชมพูนิช นักพูดชื่อดังและศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสกลับมาเยือนรามคำแหง ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่ไม่ด้อยกว่าใคร แม้ว่าหลายคนที่เข้ามาเรียนที่นี่สอบเอนทรานซ์ไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราแพ้หรือจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพราะการสอบเข้าเรียนได้ถือเป็นเพียงการวิ่ง 100 เมตรแรกเท่านั้น และการที่เราแพ้ใน 100 เมตรแรก ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแพ้ทั้งชีวิต

"ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ถ้าไม่มีรามคำแหง ก็คงไม่มีผมในวันนี้ รามคำแหงจึงอยู่ในหัวใจของผมเสมอมา ซึ่งสมัยเรียนที่รามคำแหง ผมมีความตั้งใจเรียนอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างเดียว แต่เข้าร่วมกับชมรมต่างๆ ทั้งชมรมปาฐกถาโต้วาที และชมรมภาษาอังกฤษ เวลาว่างมักจะเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือ เพราะผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก และมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักพูด ซึ่งการเป็นนักพูดที่ดีจะต้องมีความรู้ และต้องพยายามฝึกฝนทักษะการพูด ซ้อมพูดกับตัวเอง และสอนตัวเองตลอดเวลา

ครั้งแรกที่มีโอกาสได้พูด ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะพูดแล้วไม่มีคนสนใจฟัง แต่ผมก็ยังพยายามฝึกฝนไปเรื่อยๆ และหากเราทำอะไรไม่สำเร็จ อย่าคิดว่าเป็นเพราะของสิ่งนั้นอยู่ไกล แต่อาจเป็นเพราะว่ามือเราสั้นไป ฉะนั้นจึงควรพยายามขยับไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรสูงเกินไปถ้าเราจะไขว่คว้า ผมฝึกพูดระหว่างเดินเข้าซอยทุกวัน และต้องสรุปการพูดของตัวเองในแต่ละวัน" อ.จตุพล กล่าว

อาจารย์จตุพล กล่าวต่อว่า ทุกความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน อย่างแรกอยากให้เริ่มต้นที่หัวใจ ถ้าอยากเป็นนักพูด ใจก็ต้องมุ่งมั่นต่อสิ่งเดียวคือการเป็นนักพูด เหมือนกับกล้องที่ต้องโฟกัสให้นิ่งแล้วเป้าหมายจะชัด แต่ถ้าขยับเขยื้อนไปมา ภาพก็จะไม่นิ่ง เมื่อเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว การที่เราจะทำความฝันเป็นความจริงก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเรามุ่งมั่นฝ่าฟันและลงมือทำมาตลอด สิ่งนั้นก็จะมาสู่ตัวเรา

ฉะนั้น ถ้าอยากทำสิ่งใดให้สำเร็จ 1. ต้องโฟกัสให้ชัด ให้นิ่ง อย่าเปลี่ยนบ่อย 2. ใจต้องรัก เมื่อใจรักแล้ว ปัญหาเล็กจะกลายเป็นไม่เป็นปัญหา ปัญหาใหญ่จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าใจรักแต่ไม่ลงมือทำก็ไม่เกิดประโยชน์ คนที่เก่งกว่าคือคนที่พยายามมากกว่า ซึ่งการพยายามมากกว่าคือการที่พยายามฝึกพูดตลอดเวลา ล้มแล้วต้องลุก และคนที่พูดบ่อยก็จะเป็นเหมือนการได้ฝึกฝน และจะมีทักษะในที่สุด และนอกจากจะมีฝัน มีใจแล้ว ต้องลงแรงลงกาย และต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

"การเรียนในรั้วมหาลัย ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย รับรองว่าเรียนจบทุกคน แต่ถ้าทำเกินกว่าการเป็นนักศึกษา หน้าที่ที่สำคัญคือตั้งใจเรียนหนังสือ หลายคนอยากจะมีความฝัน อยากเป็นโน่นเป็นนี่ แต่ถ้าได้เป็นแล้วไม่เรียนหนังสือ ผมก็ไม่เห็นด้วย อยากให้เห็นความสำคัญของการเรียนเป็นอันดับแรก เรียนให้เต็มที่และเสริมสร้างความสามารถให้มากที่สุด เพราะถ้าคนมีความสามารถมากกว่าย่อมได้เปรียบกว่า อย่าเรียนอย่างเดียวโดยไม่มีความสามารถพิเศษอะไร เราต้องมีความสามารถพิเศษซึ่งเป็นสิ่งที่เราสนใจ

ผมเป็นคนชอบภาษาอังกฤษ มนุษย์ที่ได้เปรียบจะต้องรู้ภาษาและรู้เทคโนโลยี จะต้องสร้างเขี้ยวเล็บให้กับตนเอง แต่ต้องเรียนเป็นหลัก เช่น ถ้าอยากเป็นดารา ซึ่งอาชีพดารานั้นไม่ยั่งยน วันนี้แสดงเป็นพระเอก พรุ่งนี้อาจแสดงเป็นพ่อก็ได้ ฉะนั้น จะต้องมีปริญญาเป็นอาวุธ ต้องเสริมสร้างกระดูก เสริมสร้างความสามารถให้เพิ่มขึ้น แล้วรอโอกาส แต่ถ้าโอกาสยังไม่มา จะต้องสร้างโอกาสขึ้นมาเอง เช่น รายการตีสิบ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความสามารถได้แสดงความสามารถของตน ถ้าเรามีความสามารถ ก็ย่อมเข้าร่วมแสดงความสามารถได้ ถึงจะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่อาจจะตรงตามความต้องการของคนอื่นได้" อ.จตุพลกล่าว

อาจารย์จตุพล กล่าวอีกว่า การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป ซึ่งศาสตร์คือการที่เราสามารถเรียนรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้หลักการออกเสียง อักขระ หรือการใช้ช่วงเสียงทำนองที่มีความเป็นธรรมชาติ ทำให้ดึงดูดใจผู้ฟัง ตลอดจนศิลปะการใช้ท่าทาง การสร้างอารมณ์ขัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้ แต่ศิลป์คือ เมื่อเราเรียนรู้แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมๆ กัน ศิลปะแต่ละคนก็จะต่างกัน เสมือนกับการเรียนวาดรูป ที่เรียนมาเหมือนกัน แต่ความมีศิลป์ต่างกัน ซึ่งศิลป์เป็นสิ่งที่เราต้องเสริมหลังจากได้ความรู้ไปแล้ว

อ.จตุพล กล่าวว่า การเป็นนักพูดต้องมีความรู้ ตนเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ทำให้ได้รับความรู้จากหนังสือแล้วนำมาผ่านกระบวนการปรุงแต่งให้ได้รสชาติตามที่ต้องการ และต้องเสิร์ฟออก ซึ่งการพูด ถ้าจะพูดอย่างมีศิลป์ต้องสามารถพูดแล้วถูกใจคนฟัง ซึ่งการศึกษาเป็นกระบนการที่ทำให้เราค้นพบตัวเองอย่างแท้จริง ช่วงเวลาเรียนเป็นช่วงเวลานาทีทอง ทำให้เราได้รับความรู้และเป็นการเพิ่มความสามารถ ทำให้ค้นพบตัวเอง เพระาถ้าค้นพบตัวเองได้เร็วกว่า ก็สามารถพัฒนาต่อยอดไปได้เร็วกว่าคนอื่น

"การแสดงท่าทางประกอบการพูดถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่การใช้ท่าทางจะต้องมีความเป็นธรรมชาติ และเสียงที่พูดต้องเป็นเธรรมชาติ เสียงต้องขึ้นลงตามจังหวะการพูด ซึ่งเทคนิคที่จะทำให้พูดได้อย่างคล่องแคล่วคือ จะต้องฝึกอ่านหนังสือดังๆ และฝึกออกเสียงให้ถูกอักขระวิธี ถ้าอยากเป็นนักพูดต้องบรรจุความรู้เข้าสมองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และสามารถดึงออกมาใช้ได้ตลอดเวลา ต้องฝึกฝน เตรียมพร้อม เตรียมตัวมีจิตใจที่มุ่งมั่น และค้นหาตัวเองให้พบ

คนเกิดมาไม่ต่างกัน มีมือมีเท้าเท่ากัน อะไรที่เขาทำได้เราย่อมทำได้ อย่าขังตัวเองไว้กับสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้ เพราะทุกหนึ่งความคิดจะเป็นหนึ่งปมที่ขังตัวเอง โลกของเรากว้างใหญ่เสมอ และท้องฟ้าไม่มีขีดจำกัดสำหรับคนที่ต้องการบิน เราสามารถจะบินได้สูงที่สุดเท่าที่ใจเราต้องการ ที่รามคำแหง พร้อมจะเปลี่ยนคุณให้มีราคา มากเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่หัวใจเราต้องการ ชีวิตเราเกิดมาเราสามารถเลือกได้ และขอให้ทุกคนเป็นบัณฑิตที่ทรงคุณค่าของรามคำแหงต่อไป" อ.จตุพลกล่าว

ข่าววันที่: 12/10/2009
แหล่งข่าว: หนังสือพิมพ์ข่าวรามคำแหง (12-18 ตุลาคม 2552)


...
  
พูดดี ต้องประเมิน
จะรู้ว่าพูดดี ต้องมีคนประเมิน
โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


ความผิดพลาดของตนเอง เป็นบทเรียนที่นำตนไปสู่ความสำเร็จ


ปัจจุบันนี้กระผมมีงานอดิเรกคือ ไปบรรยายในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ราชการ บางทีก็ไป “ทอล์กโชว์” ตามโรงเรียนต่างๆ บ้าง ไปๆ มาๆ รายได้จะดีกว่างานหลักเสียอีก


จากการบรรยายในสถานที่ต่างๆ มักมีคนถามกระผมว่า “ทำอย่างไรจึงจะบรรยายเก่ง” กระผมก็ได้อธิบายว่า อันนี้ไม่ใช่พรสวรรค์นะ มันเป็นพรแสวงต่างหาก เพราะความจริงกระผมไม่สามารถบรรยายได้ตั้งแต่เกิด กระผมมาฝึกฝนเอาทีหลังนี่เอง กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ กระผมเองก็เคยเป็นนักพูดประเภท สลายม็อบ อยู่นานทีเดียว คือ พูดไปคนค่อยทยอยออกทีละคนสองคน


จุดสำคัญคือ เราต้องพยายามปรับปรุงตัวเอง และมีคนถามต่อว่าจะปรับปรุงตัวเองอย่างไร คำตอบคือ การพูดแต่ละครั้งเราควรหาคนที่รู้จัก แล้วให้เขาวิจารณ์การพูดของเรา หรือให้ผู้เข้ารับการอบรม ประเมินเราเวลาเราพูดเสร็จ เมื่อเราได้ข้อมูลหรือข้อบกพร่อง เราก็สามารถนำมมาปรับปรุง หรือแก้ไขในการพูดครั้งต่อไป

ฉะนั้น การประเมินการพูด หมายถึง การวิเคราะห์ว่าที่เราพูดหรือปาฐกถาไปนั้น ต้องแก้ไขอย่างไร ถ้าเป็นไปได้ควรหาเทปไปอัด คำบรรยายของเรา ในปัจจุบันนี้มีเครื่องถ่ายภาพเคลื่อนไหว ถ้าเรานำไปถ่ายภาพการบรรยายของเราได้ยิ่งดี เพราะจะทำให้เรารู้ว่า ท่าทาง กริยา อาการ ของเราเวลาเราพูดเป็นอย่างไร พูดดีหรือไม่ ท่าทางดีหรือเปล่า น้ำเสียง จังหวะในการพูด เหมาะสมหรือเปล่า


การประเมินการพูด เปรียบเทียบก็คล้ายกับเรามีกระจกเงา ส่องดูการแต่งกายส่องบุคลิกท่าทางของเรา และถ้าไม่สวย ไม่ดี ก็มาแก้ไข มาเปลี่ยนแปลงให้ดีเสีย


เพราะฉะนั้น รักจะพูดให้คนพอใจ อยากจะเป็นนักพูดประเภทพูดแล้วคนชื่นชอบ คนชอบฟัง เมื่อพูดเสร็จแต่ละครั้งอย่าถอนหายใจโล่งอกเป็นอันขาดว่า หมดทุกข์หมดโศกแล้ว ขอให้เก็บความทรงจำนั้นไว้แล้วมานั่งคิดว่า ถ้าจะให้ดีกว่าที่ได้พูดไปเราควรทำอย่างไร เราต้องแก้ไขตรงไหน เขามีความคิดความเห็นเกี่ยวกับการพูดของเราอย่างไร อย่าปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ถ้าเราใฝ่ใจอยากจะเป็นนักพูดที่มีอนาคต

ท่านถูกติ ต้องตรอง มองที่ติ


แล้วเริ่มริ ลงรอย คอยแก้ไข


ติเพื่อก่อ ต่อสติ ติเข้าไป


เป็นบันได ไต่เต้า ให้เราดี

...
  
ผู้นำพูด
การพูดแบบผู้นำ

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


บทความในวันนี้กระผมขอพูดถึงเรื่องของการพูดแบบผู้นำ ซึ่งการพูดแบบผู้นำนี้จะพูดธรรมดาเหมือนผู้ตาม หรือคนทั่วไปไม่ได้ เพราะมันจะไม่เห็นความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้ตามดังนั้นคนที่ต้องการเป็นผู้นำหรือเป็นผู้นำอยู่แล้ว จึงต้องเรียนรู้หลักการวิธีการเพื่อนำไปใช้ในการพูดในแต่ละครั้ง ผมเชื่อว่าพวกเราคงเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับประโยคคำคมของผู้นำภายในประเทศและในต่างประเทศมาบ้างแล้ว คำคมเหล่านี้ทำให้เป็นที่จดจำและนำไปคิดเพิ่มแล้วก่อให้เกิดปัญญาขึ้นเช่น


“ จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง แต่จงถามว่าท่านจะให้อะไรแก่ประเทศบ้าง ”

เป็นคำพูดสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เคนาดี้

“ ถ้าท่านไม่สามารถลุกขึ้นพูดต่อหน้าฝูงชนได้ ก็อย่าปราถนาเป็นผู้นำ"


เป็นคำพูดของหลวงวิจิตร

หรือ “ ระบบประชาธิปไตยคือระบบที่ปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

เป็นคำพูดสุนทรพจน์ของอดีตประธานาธิบดี ลินคอล์น

ดังนั้นในวันนี้เราจะมาพูดเรื่องเทคนิคการพูดแบบผู้นำ ดังนี้

- ผู้นำจะต้องพูดด้วยความมั่นใจ พูดชัด ไม่ติดติดขัดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาก็ต้องพูดชัดไม่ว่าจะเป็นผู้นำที่พูดภาษาอังกฤษหรือพูดภาษาไทย ผู้นำจะต้องรู้จักการใช้ภาษานั้นได้เป็นอย่างดี และมีการใช้คำได้หลากหลายมากกว่าผู้ตาม การพูดการใช้ภาษาของผู้นำจะทำให้ผู้ตามทราบว่าผู้นำมีการศึกษาดีมากน้อยแค่ไหนดังคำโบราณได้พูดไว้ว่า “ สำเนียงบอกภาษา กริยาบอกสกุล ” การพูดด้วยความมั่นใจจะทำให้ผู้ตามเกิดความมั่นใจตามด้วย

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีคำคมอยู่บ้าง เพราะการพูดที่ไม่มีคำคมอยู่เลยจะทำให้ผู้ฟังจำเนื้อหาไม่ได้ทั้งหมดแต่ผู้นำคนใดมีคำคมอยู่บ้าง ก็จะเป็นที่น่าสนใจและเป็นที่จดจำของผู้ฟังดังคำคมประโยคข้างต้นที่กระผมได้กล่าวถึง เนื่องจากคำคมเป็นคำสั้นๆหรือประโยคสั้นๆ แต่กินใจความและสามารถขยายความได้มากขึ้น คำคมบางคำทำให้คนฟังคิดตามแล้วเกิดปัญญาขึ้นตามมาด้วย

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีอารมณ์ขันบ้าง เพราะการพูดจริงจังตลอดเวลาจะทำให้ผู้ฟังเครียด แต่ถ้าผู้นำคนใดนำอารมณ์ขันมาใช้ คนฟังมักจะชอบโดยเฉพาะสังคมไทย ผู้ฟังมักชอบฟังอะไรที่ตลก ขบขัน มากกว่าฟังอะไรที่เครียด ดูจริงจัง

- ผู้นำจะต้องพูดให้มีไหวพริบปฏิภาณในการพูด เนื่องจากการพูด การปราศรัย บางแห่งจะมีผู้ฟังถามลองของหรือถามลองภูมิผู้พูด ดังนั้น ผู้เป็นผู้นำจะต้องตอบให้ได้หรือให้ทันเหตุการณ์ผู้นำจะต้องมีไหวพริบปฏิภาณในการพูดตอบโต้

- ผู้นำจะต้องพูดด้วยอารมณ์ กระผมไม่ได้หมายถึงใช้อารมณ์ในการพูดนะครับ ไม่ใช่ไปด่าผู้ฟังอะไรทำนองนั้น แต่ผู้นำจะต้องใส่อารมณ์ในการพูด เช่นพูดเรื่องเศร้าก็ต้องใช้น้ำเสียงและสีหน้า ท่าท่างอย่างหนึ่ง พูดเรื่องตลก ก็ต้องทำสีหน้า น้ำเสียงอีกอย่างหนึ่ง พูดจูงใจ ก็ต้องใช้น้ำเสียงจริงจัง ท่าทางจริงจัง เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อมั่น

และยังมีอีกหลายทักษะ ที่ผู้นำจะต้องเรียนรู้และนำไปปฏิบัติ เพราะการพูดแบบผู้นำเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์ก็คือสามารถเรียนรู้ได้ จากหนังสือ ตำรา ทฤษฏีต่างๆ ศิลป์คือการประยุกต์ใช้เพื่อนำศาสตร์ไปปฏิบัติ ท้ายนี้อยากฝากบทกลอนของผู้แต่งที่มีคนแต่งเอาไว้กระผมเคยเห็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“ วาทะการนั้นเป็นเช่นของสูง เป็นเครื่องจูงใจคนดั่งมนต์ขลัง

เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ทรงพลัง และเป็นทั้งศาสตราเป็นอาภรณ์

เราจะใช้วิชาล้ำค่านี้ เพื่อสร้างสรรค์ สิ่งดีเป็นนุสรณ์

เพื่อเทิดธรรมพัฒนาประชากร เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนแผ่นดินไทย”




...
  
เทคนิคในการพูด
เทคนิคการพูด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์


อันวาจา พาที นี้เป็นเอก

จะปลุกเสก ให้คนชอบ ตอบสนอง

จะต้องพูด ให้สนุก สุขสมปอง

ขอรับรอง สำเร็จกิจ พิชิตชัย


นักพูดที่มีชื่อเสียงหลายคนทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ มักมีเทคนิคแตกต่างกัน

อ.ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เจ้าตำรับทอล์คโชว์เมืองไทยคนแรกๆ อ.ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ มักจะเขียนสิ่งที่น่าสนใจหรือสิ่งที่ใช้ประกอบการพูดลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ แทบทุกวัน เมื่อถึงเวลาแสดงทอล์คโชว์ ก็จะเปิดกล่องแล้วนำมาเขียนบทพูด

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย มักให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมคำพูด ท่านจะมีสมุดอยู่เล่มหนึ่ง เวลาอ่านเจอคำพูดของใครที่น่าสนใจหรือที่สามารถจะนำไปใช้ในอนาคตได้ ท่านก็จะจดเป็นข้อมูล แล้วท่านก็เขียนโครงเรื่อง ซ้อมพูด อัดใส่เทป เปิดฟังแล้วแก้ไข เมื่อแก้ไขจนท่านพอใจถึงได้นำออกไปพูด


เดล คาร์เนกี้ อาจารย์สอนด้านการพูดระดับโลกเคยซ้อมบทพูดต่อกองหญ้า ซ้อมพูดขณะถอนหญ้า หรืออดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ลินคอล์น ซ้อมพูดขณะอยู่บนหลังม้า ขณะที่ขี่ม้าเดินทางเป็นระยะทางไกลๆ

บางคนก็ฝึกพูดต่อหน้ากระจกแล้วก็ได้ผล ในวันนี้กระผมจึงอยากจะเขียนถึงเรื่องเทคนิคการพูด

1. การพูดที่ดีต้องเน้นไปที่ตัวผู้ฟังเป็นหลัก ควรพูดเรื่องที่ใกล้ตัวผู้ฟัง ควรพูดให้ตรงกับวัยของผู้ฟัง เช่น การพูดให้วัยรุ่นควรพูดเรื่องที่สนุกสนาน พูดให้วัยทำงานก็ควรพูดเกี่ยวกับเรื่องอาชีพ ความก้าวหน้าในอนาคต วัยชราหรือวัยสูงอายุ ก็ควรพูดเกี่ยวกับเรื่องศาสนา เรื่องของสุขภาพ


2. การพูดที่ดีต้องยกตัวอย่างให้มากๆ บางครั้งเรื่องที่พูดจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนามธรรมเพราะฉะนั้น นักพูดที่มีประสบการณ์สูง มักจะยกตัวอย่างประกอบการพูดมากๆ เพื่อให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจ ที่สำคัญการยกตัวอย่างประกอบควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พูดด้วย ไม่ควรนำตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องมาประกอบกับหัวข้อเรื่องที่บรรยายถึงแม้ว่าตัวอย่างนั้นจะสนุกหรือเป็นตัวอย่างที่ดีก็ตาม


3. การพูดที่ดีต้องสอดใส่อารมณ์ขัน โดยเฉพาะในสังคมไทยเรา นักพูดที่มีอารมณ์มักเป็นที่นิยม เป็นที่ศรัทธาต่อผู้ฟัง การมีอารมณ์ขันมักช่วยให้การพูดเกิดการผ่อนคลาย การมีอารมณ์ขันสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี การมีอารมณ์ขันมักจะสร้างเสน่ห์ให้แก่ตัวผู้พูดเอง


4. การพูดที่ดีต้องครบเครื่อง หมายถึง มีบทกลอนประกอบการพูดบ้าง มีเพลงประกอบการพูดบ้าง มีคำคมประกอบการพูดบ้าง ดังนั้นผู้รักที่จะเป็นนักพูดควรอ่าน ควรท่อง บทกลอน คำคม ควรฝึกร้องเพลงประกอบการพูด เพื่อให้การพูดของตนเกิดความหลากหลายผู้ฟังจะได้ไม่เบื่อหน่ายแต่จะสนุกเมื่อได้ฟังเราพูด


5.การพูดที่ดี ควรมีน้ำเสียงต่างๆประกอบการพูดตามสถานการณ์ต่างๆ ถ้อยคำบ่งบอกถึงความหมาย แต่น้ำเสียงก่อให้เกิดการหวั่นไหวได้ เช่น เราไล่สุนัข ไป ไป ไป ด้วยเสียงเบาๆ สุนัขมักไม่กลัวแต่กลับเดินมาหาเรา แต่ถ้าเราเรียกสุนัข มา มา มาเนี่ย ด้วยเสียงดัง สุนัขมักกลัวกลับไม่มาหาเรา เพราะอะไรครับ ก็เพราะน้ำเสียงของเรานั่นเอง

7. การพูดที่ดี ต้องเป็นตัวของตัวเอง เราอาจจะประทับใจนักพูดคนใดก็ตาม เราอาจจะเรียนรู้จากนักพูดคนใดก็ตาม เราอยากเป็นเหมือนใครก็ตาม แต่สุดท้าย เราต้องเป็นตัวของเราเอง เราอาจจะเลียนแบบนักพูดคนใดก็ตามที่เราชอบ เช่น อาจารย์จตุพล ชมพูนิช เราเลียนแบบ อาจารย์จตุพล ชมพูนิช ได้เหมือนที่สุด เราก็เป็นที่สอง ดังนั้น จงเป็นตัวของตัวเอง แล้ว คุณจะเป็นที่หนึ่งในแบบฉบับของคุณเอง

คนคิดน้อย พูดมาก


คนพูดมาก ทำน้อย


พูดดี มิได้หมายความว่าทำดี


พูดเก่ง มิได้หมายความว่าทำเก่ง


โง่หรือฉลาด อาจทราบได้จาก คำพูด

...
  
IMC ของไทยรักไทย
IMC ไทยรักไทย

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองที่มีอายุไม่ถึง 5 ปี แต่สามารถสร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองได้ยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยมีใครทำมาก่อน เครื่องมือหนึ่งที่ทางพรรคไทยรักไทยนำมาใช้คือ


IMC (Integrated Marketing Comunication) หรือเรียกว่า การสื่อสารการตลาด หมายถึง กระบวนการของการพัฒนาแผนงานการสื่อสารการตลาดที่ต้องใช้การสื่อสารเพื่อการจูงใจหลายรูปแบบกับกลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของ IMC คือการที่จะมุ่งสร้างพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของการตลาด โดยการพิจารณาวิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand Contacts) เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะได้รู้จักสินค้า ที่จะนำไปสู่ความรู้ ความคุ้นเคยและความเชื่อมั่นในสินค้ายี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง(เสรี วงษ์มณฑา)


ดังนั้น IMC จึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเชิงธุรกิจ แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยนำมาใช้แล้วพัฒนาอย่างจริงจัง จึงได้สร้างประวัติศาสตร์ทางการเมืองขึ้น ด้วยการคว้าคะแนนเสียงกว่า 250 เสียง จากทั้งหมด 500 เสียง(ส.ส.)ซึ่งถือได้ว่าไม่ธรรมดา


ถ้าวิเคราะห์ดูจะเห็นได้ว่าเครื่องมือ IMC ที่พรรคไทยรักไทยใช้จะมุ่งเน้นที่การสร้างตราสินค้า(Brand Name) คือการเปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากกว่าหนึ่งหมื่นคนมีส่วนตั้งชื่อพรรค เพื่อสร้างความรู้สึกในการเป็นเจ้าของ


มีการเลือกวิธีการสื่อสารตราสินค้า(Brand contact point) เช่น การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ การส่งเสริมการขาย การขายโดยใช้พนักงานขาย การใช้ผลิตภัณฑ์เป็นสื่อ การใช้ยานพาหนะเคลื่อนที่ การตลาดเจาะตรง แผ่นพับ ฯลฯ จึงไม่ต้องแปลกใจที่พรรคไทยรักไทยในสมัยนั้นใช้งบประมาณมากมายมหาศาล


สำหรับคำขวัญของพรรคไทยรักไทยในสมัยนั้นคือ “ คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน ” เป็นการแต่งขึ้นเพื่อสร้างความหวังให้แก่ประชาชนคนไทยในสมัยนั้น เพราะประชาชนเบื่อการบริหารการจัดการในลักษณะเดิมๆ โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมีภาพลักษณ์ที่เชื่องช้าและตัดสินใจไม่เด็ดขาดรวดเร็ว


ด้านการกำหนดบุคลิกภาพของตราสินค้า(Brand personality) เป็นการกำหนดว่าพรรคการเมืองมีบุคลิกภาพอย่างไร นับตั้งแต่หัวหน้าพรรคและส.ส.ในพรรค เมื่อพิจารณาภาพลักษณ์บุคลิกภาพของหัวหน้าพรรค พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักธุรกิจด้านธุรกิจโทรคมนาคมที่ประสบความสำเร็จ มีประสบการณ์ด้านการบริหารการจัดการ กล้าตัดสินใจ กล้าคิด กล้าทำ สำหรับบุคลิกภาพ ส.ส.ในพรรค เป็นกลุ่มนักธุรกิจ เป็นกลุ่มนักบริหาร เป็นกลุ่มนักการเมืองมืออาชีพ เป็นกลุ่มนักวิชาการ ฯลฯ


เราต้องยอมรับว่าเบื้องหลังความสำเร็จคือคณะทำงานการวางแผน IMC ของพรรคไทยรักไทย มีความสำคัญ มีการสื่อสารได้อย่างมีเอกภาพและได้ผล ยกตัวอย่างเช่น ป้ายหาเสียงของผู้สมัครในช่วงรณรงค์หาเสียงถ้าพวกเราจำได้ ป้ายหาเสียงของผู้สมัครมีมาตรฐานเหมือนกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสีของป้าย ขนาดของป้าย สามารถสร้างความจดจำให้แก่ตราสินค้าและประชาชนได้ จนทำให้พรรคการเมืองหลายพรรค เลียนแบบในเวลาต่อมา


จากข้อความข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าทฤษฏีและแนวคิด IMC (Integrated Marketing Comunication) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในทางการเมืองได้ แต่ต้องอาศัยศิลปะในการประยุกต์ด้วย


โดยดูสถานการณ์ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมของการเมืองในสมัยนั้นๆ เพราะการเมืองเป็นพลวัต มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่นิ่ง




...
  
อาชีพ ผู้นำ องค์กร
การเลือกอาชีพ ผู้นำและองค์กร

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

การเป็นผู้นำ(Leader) มีความสำคัญมากกับการอยู่รอด การเจริญก้าวหน้า การถดถอย การก้าวกระโดด ขององค์กร ถ้าองค์กรใด มีผู้นำที่เก่ง มีผู้นำที่ดี องค์กรนั้นก็จะเจริญก้าวหน้าไปได้ด้วยดี


ตรงกันข้าม ถ้าองค์กรใดมีผู้นำที่ไม่เก่ง ไร้ซึ่งความสามารถ ก็จะทำให้องค์กรนั้นเจริญก้าวหน้าไปอย่างช้าๆและบางแห่งถึงขนาดถดถอย ล้าหลังไปเลยก็มี


สำหรับทักษะหรือสิ่งที่ผู้นำควรมี ได้แก่ การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน,วิสัยทัศน์ของผู้นำ,เทคนิคในการตัดสินใจ,การสื่อสารที่ดี , คุณธรรมของผู้นำ , การทำงานด้วยความสนุก ฯลฯ


โดยเฉพาะการทำงานด้วยความสนุก บุคคลหรือผู้นำที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มักจะเลือกงาน เลือกองค์กร ที่ตัวเองทำแล้วมีความสุข มีความสนุก อีกทั้งยังตรงกับเป้าหมายในชีวิต ความสามารถในตัวเอง


การเลือกอาชีพ การเลือกองค์กร ในการทำงานจึงถือว่าสำคัญมากในการที่คนๆ นั้นหรือผู้นำ จะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นผู้ยิ่งใหญ่หรือเป็นคนธรรมดา ดังนั้น การเลือกงานหรือการเลือกองค์กรที่ตนเองชอบจึงสำคัญมากกว่าการเลือกงานหรือเลือกองค์กร เพราะมีเงินเดือนมาก หรือได้เงินตอบแทนมาก โดยที่ตนเองอาจไม่ชอบงานนั้นๆ หรือองค์กรนั้น


ผู้นำบางคนเลือกอาชีพ เลือกเข้าไปทำงานในองค์กรตามกระแส คนบางคนอาจจะไม่รู้จักตนเอง ไม่รู้ว่าตนต้องการอะไร เหมือนกับเด็กๆ เห็น ภราดร ตีเทนนิส ประสบความสำเร็จ บางคนก็อยากให้ลูกตีเทนนิส บางคนเห็น ไทเกอร์วูล ตีกอฟล์ ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยเงินทอง ก็อยากให้ลูกเป็นนักกอฟล์บ้าง แต่หารู้ไม่ว่า คนเรามีความสามารถแตกต่างกันไป เราไม่อาจเลียนแบบคนอื่นแล้วประสบความสำเร็จตามคนๆนั้นได้ ถ้าคนเราไม่มีความชอบ มีพรสวรรค์ มีพรแสวง ก็จะทำงานหรือฝึกฝนตนเองด้วยความเบื่อหน่าย


การเลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม ผู้นำบางคนซึ่งอาจเป็นคนส่วนใหญ่ก็ว่าได้ เลือกอาชีพ ตามเวรตามกรรม เห็นว่างานไหน องค์กรไหน มีตำแหน่งว่างก็สมัครไปก่อน เมื่อได้ทำแล้ว ก็ทำแบบสบายๆ ไม่กระตือรือร้น ไม่มีความสนุกในงาน เกิดอาการเบื่อหน่าย ดูสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของที่ทำงานก็เกิด


อาการเซ็ง ถ้าเป็นอย่างนี้ กระผมขอแนะนำให้เปลี่ยนงานใหม่ หรือ เปลี่ยนองค์กร ที่ตรงกับความชอบ ความรัก และตรงกับความสามารถ รวมทั้งความฝันของตนเองจะเป็นการดีกว่า


แต่แท้จริงแล้ว การเลือกอาชีพ หรือ เลือกงานนั้น มีความหมายมากๆ สำหรับการดำเนินชีวิตและผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ตนเองเกิดความสนุก การทำงานที่ตนชอบจะทำให้ผู้นั้นทำงานได้นานกว่าปกติ การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้น


มีความอดทนต่อความล้มเหลวได้มากกว่าคนธรรมดา การทำงานที่ตนเองชอบจะทำให้คนนั้นอดทนต่อการถูกด่าทอ อดทนต่อการดูถูก กว่าคนที่ไม่มีเป้าหมาย และการทำงานที่ตนเองชอบ เราจะไม่คิดว่าเรากำลังทำงานแต่เราคิดว่าเรากำลังสนุก เรากำลังได้พักผ่อน


ผู้นำหรือผู้ที่ประสบความสำเร็จ ของจะเลือกทำงานที่ตนเองรัก ไม่ใช่เลือกทำงานตามวุฒิ ตามปริญญาที่ตนเองเรียนจบมา เช่น คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ก็ไม่ได้จบทางด้านประชาสัมพันธ์มา แต่จบปริญญาตรีทางด้านนิติศาสตร์ แต่ก็เป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของบริษัทโตโยต้า ประเทศไทย จนทำงานบริษัทโตโยต้า ประเทศไทยมียอดขายมากมาย อาจารย์จตุพล ชมพูนิช ก็จบนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง ก็ไม่ได้ประกอบอาชีพในการใช้วิชาทางด้านกฏหมายมา แต่มาเป็นนักพูด นักฝึกอบรม นักบรรยาย นักทอล์คโชว์


ดังนั้น ผู้นำหรือบุคคลที่ต้องการประสบความสำเร็จ จงเลือกงานที่ตนเองชอบ จงเลือกองค์กรที่ตนเองรัก แล้วเราจะมีความสุข เราจะมีความสนุก และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิต

























...
  
เอดส์ วัยรุ่น สังคมไทย
ปัญหาเอดส์ ปัญหาวัยรุ่น กับสังคมไทย

โดย..ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

เอดส์ เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษา เอดส์เป็นโรคที่ฆ่าพลเมืองของโลกไปมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่งสังคมไทย เอดส์เป็นโรคที่ทำให้สังคมไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการรักษาไม่ว่าจะเป็นค่ารักษา ค่ายาต้านไวรัสเอดส์

สำหรับ ตัวเลขของผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ในปัจจุบันของประเทศไทยเรา



กระทรวงสาธารณสุข เผยผลสำรวจความชุกการติดเชื้อเอชไอวีประจำปี 2551 ในประชากร 8 กลุ่ม พบส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลง ยกเว้นชายขายบริการและนักศึกษาที่มาบริจาคโลหิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังขยายผลไปยังกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงติดเชื้อกลุ่มใหม่ๆ ได้แก่ ชายขายบริการทางเพศ ชาวประมง และแรงงานต่างชาติด้วย




สรุปกลุ่มที่มีการติดเชื้อมีหลากหลายกลุ่ม แต่กลุ่มที่น่าสนใจ คือ วัยรุ่น หรือ นักศึกษา เพราะวัยรุ่นหรือนักศึกษาเป็นวัยที่กำลังเริ่มมีเพศสัมพันธ์ มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย อารมณ์ ความรู้สึกความต้องการ และจิตใจ อีกทั้งวัยรุ่นเป็นวัยที่กำลังอยู่ในวัยศึกษาหาความรู้ ซึ่งอยู่ในช่วงเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ


และในปัจจุบันมีสิ่งเร้าต่างๆ มากขึ้น สำหรับที่จะทำให้วัยรุ่นหรือนักศึกษาเสียคนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ยาเสพติด ไฮไฟว์ การโชว์อึ๋ม การมีแฟนควงแบบไม่ซ้ำหน้า การติดเพื่อน ติดแฟน ติดเหล้า ติดเกมส์ การอยากโกอินเตอร์ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวเร้า ให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดโรคเอดส์

ซึ่งติดต่อได้หลายทาง เช่น ทางเลือด ทางเข็มฉีดยา ทางแม่สู่ลูก แต่โดยมากมักจะติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์

ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์จึงเป็นสิ่งที่ห้ามได้ยากมากในยุคปัจจุบัน แต่สิ่งที่สามารถทำได้ก็คือ การสอนให้เด็กวัยรุ่น นักศึกษา ได้รู้จักป้องกันตัวเอง เช่น การสวมถุงยางอนามัย การให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์ การรักนวลสงวนตัว ฯลฯ

ที่ผ่านมาถึงแม้จะมีภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ความสนใจเรื่องการแก้ไข เรื่องโรคเอดส์ แต่ก็ทำในลักษณะที่ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ ไม่มีงบประมาณที่เพียงพอ ทำๆ หยุดๆ

และสุดท้าย หลายหน่วยงาน หลายองค์กร หลายครอบครัว ก็มอบให้เป็นภาระแก่ วัดพระบาทน้ำพุ พระอุดมประชาทร ซึ่งขณะนี้ท่านต้อง แบกรับภาระ ผู้ป่วยโรคเอดส์เป็นจำนวนมาก ซึ่งแต่ละปีต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างหนักยิ่งขึ้นสำหรับค่าใช้จ่ายเนื่องจากภาวะเศษรฐกิจโลกและของประเทศตกต่ำ

อย่างไรต้องขอฝากปัญหาดังกล่าวให้แก่รัฐบาลด้วย ถ้าเรามุ่งเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการเมือง เรื่องการหารายได้ แต่เราลืมไปว่า ถ้าเราเน้นหาเงิน เน้นการหาทรัพยากร แต่ บุคลากรในชาติ อ่อนแอ เป็นโรค แล้วเราจะมุ่งเน้นหาสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร หาเงินไปเพื่อซื้อยารักษาโรคเหล่านี้หรือ

ถึงแม้ปัจจุบันในทางแพทย์จะคิดวัคซีนโรคเอดส์แล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จง่ายๆ เพราะอาจจะมีหลายปัจจัยที่ใช้แล้วไม่ได้ผล ฉะนั้นต้องใช้เวลาในการทดลอง ดังนั้นคนที่รักสนุก ควรป้องกันตนเองนะครับ

สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ อย่างได้ประมาท

...
  
นักบริหารกับความสำเร็จ
สำเร็จของนักบริหาร

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

นักบริหารที่ต้องการประสบความสำเร็จในงานด้านบริหารจัดการ ควรมีหลักยึดของนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลักยึดในการปฏิบัตินั้นมีอยู่หลายทฤษฏี มีอยู่หลายแบบ แล้วแต่ว่าเราจะยึดหลักไหน แต่ในวันนี้กระผมขอนำเสนอ หลักยึดหนึ่งที่ทำให้ผู้บริหารประสบความสำเร็จก็คือ


1.ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จต้องปลุกศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ คนเรามีศักยภาพอยู่ในตนเองแต่มีน้อยคนนักที่จะนำออกมาใช้ให้มากที่สุด ผู้บริหารส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบความสำเร็จมักไม่นำศักยภาพในตนเองมาใช้อย่างเต็มกำลัง มักจะนำมาใช้น้อยมากเมื่อเทียบกับนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ


สำหรับการพัฒนาศักยภาพของตนออกมาใช้อาจทำได้โดย การให้กำลังใจแก่ตนเอง การออกกำลังกายสม่ำเสมอเมื่อร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะเข้มแข็งตามไปด้วย การฝึกอบรมตามสถาบันต่างๆ และการฝึกจินตนาการเรื่องที่ตนมีความสุขหรือต้องการประสบความสำเร็จ


2.ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จต้องฟัง ต้องคิด ต้องพูด และต้องทำ ผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จก็มักจะฝึกการฟังและฝึกการพูดไปด้วย การใช้กำลังความคิด การกระทำอย่างเต็มที่ มักทำให้เกิดการสร้างงานและพัฒนาตนเอง


- บริหารที่ดี ต้องรู้จัก ฟัง ฟัง ฟัง ฟัง เพื่อหาความต้องการหรือปัญหาที่แท้จริง ตั้งใจฟังในปัญหาหรือความต้องการของลูกน้องหรือลูกค้า ไม่ควรพูดในขณะที่ลูกน้องหรือลูกค้า บอกหรือบรรยายเกี่ยวกับปัญหาเพราะจะทำให้เราไม่ทราบปัญหาที่แท้จริง


สำหรับศิลปะในการฟัง คือ เมื่อลูกน้องหรือลูกค้า เล่าเรื่องหรือปัญหาอะไร เราอาจมีการตอบรับบ้าง เช่น โอ้โฮ เหรอครับ เยี่ยมเลย ครับ ค่ะ ยอดไปเลย คือฟังแล้วได้อรรถรสได้บรรยากาศ มี Feedback (การตอบสนองกลับมาบ้าง) จะทำให้ลูกน้องหรือลูกค้า รู้สึกว่าเราให้ความสนใจในสิ่งที่เขาพูดมา

- ผู้บริหารที่ดี ต้องรู้จักคิด คิดเป็นระบบ คิดรอบด้าน คิดในการหาทางออกของปัญหา โดยอาจมีวิธี


คิด เป็นระบบ คิดในเชิงกลยุทธ์ คิดในอนาคต คิดในเชิงเปรียบเทียบ คิดในการหาทางออกของปัญหาว่าจะแก้ไขอย่างไร จึงจะดีที่สุดในสถานการณ์ในขณะนั้น เพื่อถ้าผู้บริหารตัดสินใจผิดพลาด องค์กรนั้นอาจถึงขั้น ล้มละลายเลยก็ได้ ดังเช่น สถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศในอดีตและปัจจุบัน


ในบางครั้ง ผู้บริหารหรือผู้นำ อาจคิดมากจนเกินกว่าเหตุ ซึ่งสิ่งที่คิดอาจทำให้เกิดความเครียดในการทำงานได้ เป็นความคิดที่ฟุ้งซ่านไม่มีประโยชน์ ดังคำพูดที่บอกว่า “ อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังคำพูด”


- ผู้บริหารที่ดี ต้องรู้จักฝึกพูด ระวังคำพูดในการพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชา พูดในสิ่งที่ควรพูดเมื่อมีปัญหาหรือคนในองค์กร รวมทั้งลูกค้า เกิดความไม่พอใจ ไม่เข้าใจ ผู้บริหารที่ดีจึงเป็นผู้ที่ต้องรู้จักใช้คำพูด รู้ว่าเมื่อไร ควรพูด เมื่อไร ควรเงียบ เพราะการ ที่พูดออกไปโดยไม่ได้คิด ก็เหมือนกับการยิงกระสุนออกไปโดยไม่ได้เล็งเป้า และถ้าผู้บริหารหรือผู้นำ สื่อสารผิดก็จะทำให้คนในองค์การเกิดความไม่เข้าใจหรือสับสนได้


- ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักทำ ควรประพฤติตนให้สมกับเป็นผู้นำ ผู้บริหาร จะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี มีจริยธรรม มีคุณธรรม ถ้าผู้นำหรือผู้บริหาร ทุจริตต่อองค์กร ไม่ซื่อสัตย์ต่อองค์กร ลูกน้องก็จะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ถ้าผู้นำหรือผู้บริหารเป็นคนดี ขยันขันแข็ง ลูกน้องก็จะเอาเยี่ยงอย่างเช่นกันคือ ประพฤติดี ขยันขันแข็งในการทำงาน


ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดี ต้องรู้จักนำศักยภาพของตนมาใช้ให้มากที่สุด


ดังนั้น ผู้นำหรือผู้บริหารที่ดี ต้องรู้จักพูด รู้จักคิด รู้จักทำ และรู้จักฟัง


จึงจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักบริหารที่ดี


ความลับของความสำเร็จ คือ เตรียมตัวให้พร้อม พัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง ดึงศักยภาพของตนเองออกมาให้เต็มที่ เพื่อรอโอกาสที่จะมาถึง ในวันข้างหน้า

















...
  
นักเขียน
เส้นทางนักเขียน

ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)

ถ้าท่านไม่ได้เป็นนักอ่าน อย่าคิดเป็นนักเขียน


คำพูดข้างต้นเป็นความจริงมากเลยที่เดียว ถ้าท่านอยากเขียนหนังสือเก่ง ท่านจำเป็นต้องอ่านให้มาก อ่านเพื่อเปรียบเทียบ ว่าการเขียนของใครดี ของใครไม่ดี ทำไมงานเขียนชิ้นนี้ ท่านถึงชอบ งานเขียนชิ้นนี้ ทำไมท่านถึงไม่ชอบ การเขียนหนังสือเก่งมักทำให้ท่านได้เปรียบผู้อื่น การเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้ชื่อเสียง เงินทอง การเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้รับตำแหน่งสูงกว่าผู้อื่น และการเขียนหนังสือเก่งทำให้ท่านได้รับสิ่งต่างๆอีกมากมาย


ในอดีต ท่านอาจจะได้ยินคำพูดที่ว่าการเป็นนักเขียนนั้นไส้แห้ง อาจเป็นความจริง แต่ในยุคปัจจุบันถ้าท่านเขียนหนังสือเก่ง ท่านสามารถมีรายได้มากมายมหาศาลดังเช่น เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กลายเป็นนักเขียนที่รวยที่สุดในโลกขณะนี้

สำหรับท่านที่ต้องการจะเป็นนักเขียนนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เราสามารถหาข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายกว่าในอดีตเป็นอันมาก เรามีระบบอินเตอร์เน็ตซึ่งช่วยให้ผู้ที่หัดเขียน

หาข้อมูลเพื่อมาประกอบการเขียนได้ในเวลาอันรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่าย ในอดีต เราต้องไปหาตามห้องสมุด ซึ่งห้องสมุดหลายแห่งไม่มีหนังสือหรือข้อมูลที่เราต้องการ แต่ปัจจุบันเรามีห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในโลกคือ อินเตอร์เน็ตนั้นเอง


สำหรับคนที่ต้องการเป็นนักเขียนจำเป็นจะต้องท่านทราบในเบื้องต้นก่อนว่างานเขียนมีอยู่หลายประเภท เช่น งานเขียนประเภทบทความ งานเขียนสารคดี งานเขียนเรียงความ งานเขียนเรื่องสั้น งานเขียนนวนิยาย งานเขียนตำรา และงานเขียนหนังสือทางวิชาการ ซึ่งงานเขียนแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง การใช้ภาษา สำนวน ความน่าสนใจ รูปแบบ ขั้นตอน ผู้ที่ต้องการเป็นนักเขียนต้องรู้ก่อนว่า ตนต้องการจะเขียนงานเขียนประเภทใดแล้วจึงศึกษาหาความรู้ หาอ่านงานเขียนประเภทที่เราต้องการเขียน ต้องการฝึกฝนให้มากๆ

สำหรับประเทศไทย มีข้อเท็จจริงในเชิงสถิติที่น่าห่วงใย ปัจจุบันอัตราการอ่านหนังสือของเด็กและเยาวชนไทยต่อปีอยู่ในระดับต่ำมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๕ เล่มต่อคนต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเวียดนามที่กำลังเร่งพัฒนาประเทศไล่กวดไทยอยู่ในขณะนี้ หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งของไทยอื่นๆ ปรากฏว่าคนสิงคโปร์มีอัตราการอ่านเฉลี่ย ๑๗ เล่มและมาเลเซีย ๔๐ เล่มต่อคนต่อปี ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น มีอัตราการอ่าน ๕๐ เล่มต่อคนต่อปี(ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 กพ.52)

สำหรับเส้นทางนักเขียนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ถ้าท่านอยากเป็นนักเขียน ท่านต้องมุ่งมั่น ฝึกฝน จง เขียน เขียน และเขียน จงหัดเขียนเรื่องที่ตนถนัดก่อน เพราะการฝืนเขียนเรื่องที่ตนไม่ถนัดนักมันจะทรมานมากกว่าที่จะเกิดความสนุกสนาน ยากนักที่จะประสบความสำเร็จ เมื่อคิดว่าทรมานสุดท้ายก็จะเลิกเขียนในที่สุด จงเขียนด้วยภาษาที่ง่ายๆ บางคนคิดว่าควรเขียนภาษาที่ยากๆ เข้าใจยังหรือคำศัพท์ยากนะดี ความจริงไม่ใช่เลย นักเขียนที่ดีควรใช้ภาษาที่เรียบง่าย เพื่อให้คนอ่านเกิดความเข้าใจที่ตรงกันกับผู้เขียน และถ้าเป็นไปได้จงเขียนทุกๆวัน

สำหรับหลายท่านที่ต้องการเป็นนักเขียน มักจะถามกระผมว่าทำอย่างไรจึงจะเข้าสู่วงการเขียนได้


สำหรับผมคิดว่า ท่านควรเริ่มเวทีเล็กๆก่อนหรือหาโอกาสส่งข้อเขียนของท่านไปยังหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วารสารท้องถิ่น ของหน่วยงานก่อน หรือ เขียนแจกให้เพื่อนๆ อ่าน ถ้าใครเป็นครู อาจารย์

ก็สามารถเขียนแล้วให้นิสิต นักศึกษา ดูก่อน อย่าไปคิดใหญ่หรือไกลเกินไป เพราะบางคนบอกว่าถ้าไม่ได้ลงในหนังสือพิมพ์ระดับชาติแล้วจะไม่เขียน ในที่สุดท่านอาจจะไม่ได้เขียน เพราะ หนังสือพิมพ์ระดับชาติ วารสารระดับชาติ ส่วนใหญ่เขาก็จะมีนักเขียนที่มีชื่อเสียงเขียนให้อยู่แล้ว

ดังนั้น ขอให้ใช้เวทีเล็กให้เป็นประโยชน์ก่อน เมื่อเขียนเก่ง เมื่อมีชื่อเสียง เดี๋ยว หนังสือพิมพ์ วารสารระดับชาติ เขาก็จะเชิญเอง เนื่องจาก ท่านเขียนดีขึ้น เก่งขึ้น มีชื่อเสียงมากขึ้นนั้นเอง


สำหรับ นักเขียนหน้าใหม่ กระผมแนะนำว่า ท่านควรหางานประจำทำเพื่อเลี้ยงชีพก่อน แล้วจึงใช้เวลาว่างจากการทำงาน เขียนบทความ เขียนงานเขียนที่ตนถนัด เพราะถ้าหวังแต่จะหารายได้จากการเขียน ทั้งๆที่ยังไม่ดัง เกรงว่าท่านจะอดตายเสียก่อน

จงทำให้ผู้อ่านสนุกสนาน ขณะเดียวกันก็สอนเขาไปด้วย







...
  

    จำนวนหน้า : [1]  [2]  [3]  [4]  [5]  [6]  [7]  [8]  [9]  

หนังสือ พูดอย่างมีกึ๋น
ศิลปะการขาย
วาทะวาที

  Copyright @ 2010 drsuthichai.com All Rights Reserved.  Powered by ThaiWeb.  Admin Business Online 
Popularne pozyczka 5000 kasa stefczyka tarnów, dzięki nowelizacjom w prawie, są coraz pozyczka do 3 osób. Nowe regulacje mają na celu ochronę konsumentów i objęcie większym nadzorem procedur udzielania pożyczek pozabankowych chwilówki plac wolności rzeszów x kom. Nowe przepisy opierają się na pożyczki dla zatrudnionych na czarno góra zmianie ustawy o nadzorze nad rynkiem finansowym net credit splata pozyczki irlandia. Weszły one w życie z dniem 11 marca 2016 r. chwilówka dla studenta ranking Poniżej zamieszczamy ich przegląd. Firma pożyczkowa musi dysponować minimalnym kapitałem początkowym w wysokości 200 tys. zł – kapitał ten nie może pochodzić z pożyczek eurobank pożyczka online pl. W ten sposób postarano się wyeliminować z rynku małe firmy, które powstawały tylko po to, aby w jak najkrótszym czasie oszukać rzesze klientów udzielanie pożyczek zwolnione z vat. Nadzór nad firmami pożyczkowymi może prowadzić Komisja Nadzoru Finansowego z o.o. udziela pożyczki vivus. KNF w razie wątpliwości może objąć monitoringiem warunki oferowanych pożyczek pożyczka 3000 online. Firma pożyczkowa, która utrudni działania czy umowa pożyczki może być bez odsetek hipotecznych, może zostać obarczona karą do 500 tys. zł credit agricole kredyt mieszkaniowy kalkulator. Niektórzy eksperci uważają, że optymalna karą za nielegalne praktyki, byłoby 1 mln zł. wynagrodzenie z tytułu pożyczki hipotecznej Ustalono także, że wszystkie koszty pożyczki nie mogą być wyższe niż 100% kwoty udzielonej koszty umowy pożyczki rodzinnej, uwzględniając cały okres kredytowania czesc pozyczki hipoteczne. Ponadto maksymalne opłaty oraz odsetki z tytułu opóźnień w umowa pożyczki od wspólnika spółki cywilnej uchwała spłacie nie mogą przekraczać 6-krotności stopy lombardowej kredytu ustalanej przez NBP pożyczka z zfśs a zwolnienie szpitalne. Koszty udzielenia pożyczki nie mogą przekroczyć 25% kwoty udzielonej pożyczki pożyczki bez bik poznan poland, a koszty pozaodsetkowe w skali roku nie mogą być większe niż 30% gdzie dostać kredyt dla zadłużonych. Chwilówki mogą być obarczone odsetkami ustawowymi tarnow pozyczki bez qica, czyli maksymalnie 4-krotnością kredytu lombardowego NBP pożyczka na doposażenie stanowiska pracy chomikuj.